Mastering MetaStock

Introduction

การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ของนักลงทุนทั่วไป มักจะได้รับอิทธิพลจากอารมณ์มากพอสมควร บางครั้งตั้งใจหรือวางแผนไว้อย่างหนึ่ง แต่เมื่อเข้าห้องค้า หรือได้รับข่าวบางอย่าง ซึ่งยังไม่ทราบว่าข่าวลือ หรือข่าวจริง ก็มีผลทำให้การตัดสินใจเปลี่ยนไปได้ ทางหนึ่งที่จะทำให้ความตั้งใจ หรือแผนที่วางไว้ มีความมั่นใจพอที่จะปฏิบัติตามก็คือ ความมีระเบียบวินัย ที่เกิดจากการทดสอบกลยุทธในการซื้อขายว่า หากทำตามจะเกิดผลดี ที่จะเขียนต่อไปนี้ จะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ในหลักการดังกล่าว โดยเฉพาะ “Power Tools” ซึ่งในโปรแกรมจะให้มา 26 Performance Systems จากทั้งหมด 80 Performance Systems ซึ่งได้รวบรวมระบบวิธีการซื้อขายหุ้นที่ดีที่ ตั้งแต่โปรแกรม MetaStock เคยทำมา

คู่มือนี้จะบอกวิธีการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ถึงวิธีการใช้ Performance Systems ในการหาวิธีการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น โดยจะแสดงอย่างเป็นขั้นตอนของเครื่องมือแต่ละตัว ในการหาระบบการซื้อขายหุ้นให้เราเข้าใจโดยใช้เวลาน้อยที่สุด

คู่มือนี้ไม่ใช่คู่มือการใช้ MetaStock ที่สมบูรณ์ ซึ่งคุณอาจดูได้จาก Help หรือจากคู่มือฉบับเต็ม และคู่มือนี้ก็ไม่ใช่แนวทางพื้นฐานซึ่งดูได้จาก Help ในหัวข้อ QuickStart ไม่ใช่การอบรมการซื้อขายหุ้น และก็ไม่ใช่คู่มือสอนการวิเคราะห์ทางเทคนิค คู่มือนี้จะทำให้เข้าใจถึงความสามารถของโปรแกรมอย่างง่าย ๆ และรวดเร็ว ซึ่งคุณสามารถใช้คู่มืออื่น ๆ เป็นเอกสารในการอ้างอิงเพิ่มเติม

ในบทที่ 1. จะอธิบายถึงพื้นฐานการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคโดยใช้ MetaStock ช่วยตัดสินใจลงทุน หลังจากนั้นเราจะทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวมากขึ้น

ในบทที่ 2. จะอธิบายเทคนิคของ MetaStock และ Performance Systems ว่าจะช่วยปรับปรุงวิธีการซื้อขายหุ้นของคุณได้อย่างไร โดยการเลือกระบบที่เหมาะกับคุณที่สุด

ในบทที่ 3. จะสอนการใช้ Power Tools ต่าง ๆ ของ MetaStock อย่างเป็นขั้นตอน ทำให้คุณใช้ความสามารถที่แท้จริงของโปรแกรม MetaStock

ในบทที่ 4. จะพูดถึง MetaStock Performance Systems เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกให้เหมาะสมวิธีการซื้อขายหุ้นของแต่ละคน

ถ้าคุณมีปัญหา หรือมีข้อสงสัย คุณสามารถหาคำตอบได้จาก Help ในโปรแกรม ซึ่งจะให้คำตอบเกือบทั้งหมด ถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ให้ติดต่อกับผู้จำหน่ายโปรแกรม และถ้าคุณซื้อโปรแกรมโดยตรงกับ บริษัท Equis คุณก็สามารถติดต่อกับ ฝ่าย Technical Support ของบริษัทได้

บทที่ 1. การวิเคราะห์ทางเทคนิคคืออะไร

สำหรับบางคน การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคเป็นศิลปะ เหมือนหมอดู ดูลายมือ หรือการอ่านลายเส้นในใบชาของจีน แต่สำหรับหลาย ๆ ท่าน มันเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการช่วยให้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นในขณะที่ความเสี่ยงลดลง การวิเคราะห์ทางเทคนิค เป็นการศึกษา ถึง ราคา และปริมาณการซื้อขายในอดีต เพื่อจะพยากรณ์ไปในอนาคต โดยไม่สนใจผลกำไร หรืออัตราการเติบโตของบริษัท การวิเคราะห์ทางเทคนิค สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Stocks, Future, Options หรือ Mutual Funds.

ทำไมถึงใช้การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค

การวิเคราะห์ทางเทคนิค สามารถเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนในขณะเดียวกันก็ลดความเสี่ยงลงได้ คุณเคยซื้อรถมือสอง โดยไม่รู้ว่ารถรุ่นนั้น ๆ มีประสิทธิภาพ(Performance) อย่างไรหรือไม่ และเช่นเดียวกัน คุณไม่ควรซื้อหุ้น โดยไม่ศึกษาถึงการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นนั้น ๆ ในอดีต

การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค จะป้องกันคุณจากอุปสรรคต่าง ๆ ที่จะไปสู่ความสำเร็จ คุณอาจใช้ระบบการซื้อขายหุ้นที่ตั้งไว้ในการควบคุมอารมณ์หรืออคติออกไป ทำให้คุณมีวินับมากขึ้น และลดโอกาสที่คุณจะเกิด panic ตอนสถานะการณ์เลวร้าย

หลักการพื้นฐาน

Charts หรือกราฟ ทำให้เกิดการวิเคราะห์ทางเทคนิค กราฟเป็นตัวแทนภาพการซื้อขายหุ้นในอดีต กราฟที่ใช้ทั่วไปมักจะใช้ กราฟแท่ง(bar chart) ซึ่งแสดงถึงราคาเปิด ราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด และราคาปิด ดังรูป ส่วนปริมาณซื้อขาย มักจะแสดงใต้แท่งราคา

สเกลใต้กราฟ บางทีเรียกว่า แกน X จะแสดงช่วงเวลา อาจเป็นวัน สัปดาห์ หรือเป็นเดือน

ด้านขวามือจะแสดงราคาหุ้น บางทีเรียกว่า แกน Y

แนวหนุนและแนวต้าน


การเคลื่อนที่ของราคาหุ้นเป็นผลจากแรงซื้อ และแรงขายของนักลงทุน เมื่อราคาหุ้นตกลงมาถึงจุดที่มีผู้ซื้อมากกว่าผู้ขาย ราคาก็จะหยุดตก แนวดังกล่าว จะเรียกว่า “แนวหนุน” และเมื่อราคาขึ้นไปถึงจุดที่มีผู้ขายมากกว่าผู้ซื้อ ราคาหุ้นจะไม่สามารถขึ้นต่อไปได้ แนวดังกล่าวก็จะเรียกว่า “แนวต้าน”

ในขณะที่หุ้นเคลื่อนที่ระหว่างแนวหนุน และแนวต้าน ปฏิกริยานี้เราเรียกว่า “Cyclic” indicators ที่คิดเพื่อการนี้จะเรียกว่า “cyclic indicators” หรือ overbought/oversold indicators หรือ reversal indicators

Indicators ประเภทที่จะใช้งานได้ดี เมื่อราคาหุ้นอยู่ในช่วงดังกล่าว ตัวที่ได้รับความนิยมมากตัวหนึ่งคือ “Stochastic Oscillator”

เมื่อจะทำการซื้อขายหุ้นในช่วงดังกล่าว ควรจะรอให้มั่นใจอย่าเข้าทำการซื้อขายก่อนการเลี้ยวกลับ นั่นคือ รอให้ราคาตกถึงแนวหนุนแล้วเด้งขึ้น จึงเข้าซื้อ หรือในทางกลับกัน ควรรอให้หุ้นขึ้นไปถึงแนวต้านแล้วกลับลง จึงขายหุ้นนั้น

แนวโน้ม

สิ่งที่ตรงกันข้ามกับการเคลื่อนที่ระหว่างแนวหนุนและแนวต้าน ก็คือ การเคลื่อนที่ของหุ้นไปตามแนวโน้ม แนวโน้มขึ้นดูได้จากการทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (higher low) และแนวโน้มลง ดูได้จากการทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง (lower high)


Indicators ที่คิดเพื่อการนี้จะเรียกว่า Trend-following indicators หรือบางทีเรียกว่า “lagging indicators” เพราะว่าให้สัญญาณหลังการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น พวกนี้จะใช้งานได้ดีเมื่อหุ้นอยู่ในแนวโน้มใหญ่ indicators ในกลุ่มนี้คือ Moving average.

Indicators

เกิดจากการนำ ราคา และปริมาณการซื้อขาย มาคำนวณทางคณิตศาสตร์ หลาย ๆ สูตรใน MetaStock Performance Systems ก็ใช้วิธีการนี้ ระบบที่ไม่ได้ใช้ Indicators จะใช้ “Price patterns”

Moving Average

Moving Average จะแสดงค่าเฉลี่ยของราคาหุ้น ตามจำนวนวันที่กำหนดขึ้น เช่น moving average 10 วัน ก็นำราคาบิด 10 วันสุดท้ายมารวมกัน แล้วหารด้วย 10 วิธีง่ายๆ อย่างนี้เราเรียกว่า “Simple moving average” เพราะให้น้ำหนักในแต่ละวันเท่ากัน MetaStock ได้รวมเอาการคิด moving average อื่น ๆ อีก 6 แบบเข้าไว้ในโปรแกรม ซึ่งให้น้ำหนักของราคาหุ้นต่างๆ กัน

Moving average เป็นตัวแทนราคาเฉลี่ยของหุ้นนั้นในระยะเวลาหนึ่ง ๆ ซึ่งให้ภาพของกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง


Stochastic Oscillator

Indicators อีกตัวหนึ่งที่เป็นที่นิยมกันคือ “Stochastic Oscillator” แสดงให้เห็นราคาเปรียบเทียบว่าขณะนี้ ราคาอยู่ในช่วงสูงต่ำเพียงใด ตัวอย่างเช่น Stochastic 10 วันก็ให้ภาพลักษณะว่าราคาอยู่สูงหรือต่ำเพียงใดในรอบ 10 วันหลังสุด


ค่า 100 บอกว่าราคาปัจจุบันเป็นราคาสูงสุดในรอบ 10 วัน

และค่า 0 เป็นราคาต่ำสุดในรอบ 10 วันเช่นกัน

Stochastic เป็น overbought/oversold indicator นั่นคือมันพยายามจะบอกการกลับตัวของหุ้น การแปลความหมายของ indicator นี้ว่า

ให้ซื้อเมื่อ Stochastic กลับขึ้นจากเขต oversold อาจตัดเส้น 20 ขึ้น

และขายเมื่อ Stochastic ตกลงต่ำกว่าเขต Overbought หรือตกต่ำกว่า 80

Stochastic จะใช้ได้ดีในหุ้นที่วิ่งขึ้นลงระหว่างแนวหนุนและแนวต้าน ในภาวะ “cyclic” หรือทิศทางไม่แน่นอน (non-trending)

Other Indicators

โปรแกรม MetaStock มี indicators มากกว่า 120 indicators จาก Accumulation /Distribution ถึง Zig Zag และยังมี Function มากกว่า 100 Function ทางคณิตศาสตร์ สถิติ และ Function ของวันที่ ที่ผู้ใช้สามารถนำมาสร้าง Indicator ของเราเองได้ คุณสามารถทดลองได้หลายสูตรตามแต่เวลาที่มี นักลงทุนส่วนใหญ่จะหา indicators คู่ใจไว้ใช้ประจำตัว 2-3 อย่าง และหวังว่า MetaStock Performance System จะเป็นส่วนหนึ่งใน indicators คู่ใจของคุณ

บทที่ 2 แนะนำ MetaStock และ MetaStock Performance Systems

Introduction

การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ แต่การใช้งานทางเทคนิคให้ได้ผลดี จะต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วย โดยเฉพาะโปรแกรม MetaStock และ MetaStock Performance Systems จะช่วยงานทางด้านนี้ที่กระทำการซ้ำซากได้เป็นอย่างดี ทำให้คุณมีเวลาในการคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น

ในส่วนนี้จะให้ภาพการใช้ MetaStock และเครื่องมือต่าง ๆ รวมทั้ง MetaStock Performance System ในการเลือกระบบที่เหมาะสำหรับคุณ

MetaStock

เป็นโปรแกรมที่มีเครื่องมือที่จำเป็นในการออกแบบ ทดสอบ และใช้งานวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคชั้นสูง กับระบบการซื้อขายหุ้นได้

เครื่องมือดังกล่าวจากโปรแกรม MetaStock ประกอบด้วย The Explorer, System Tester, Indicator Builder, Indicator Builder, Expert Advisor

The Explorer เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้เป็นตัวหาหุ้นต่างๆ ที่ตรงตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ บางครั้งจะเรียกว่าตัว “Scan” หุ้น สามารถเปรียบเทียบ เรียบเรียง กลั่นกรอง และแสดงค่า indicators หาสัญญาณซื้อ สัญญาณขาย ตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ และสามารถบรรทึกผลไว้อ้างอิงในภายหลังได้

System Tester จะเป็นตัวทดสอบระบบการซื้อขายแต่ละระบบ รวมทั้งตามระบบที่คุณคิดขึ้นว่าเมื่อทำตามจะให้ผลตอบแทนเท่าไร ดังนั้นเราสามารถสร้างและทดสอบระบบการซื้อขาย ได้ว่าดีเพียงใด โดยตั้ง เงื่อนไขการเข้าซื้อ การออก(การขาย) ตั้งค่า Commision และอื่น ๆ แล้วทำการทดสอบว่าถ้าทำตามแล้วจะให้ผลกำไรหรือขาดทุนอย่างไรในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ และยังสามารถหาจุดที่เหมาะสมโดยการเปลี่ยน Parameters ให้ได้ระบบที่ดีสำหรับเรา และยังสามารถเปรียบเทียบ ระบบต่าง ๆ เพื่อหาระบบที่ดีที่สุด เหมาะกับเราที่สุด เพื่อสร้างโอกาสที่จะทำกำไรให้สูงที่สุด ในความเสี่ยงที่ต่ำ

Indicator Builder จะเป็นตัวให้เราใส่สูตรเอง เพื่อสร้าง Indicators ของคุณเอง โดยใช้ Functions ทางคณิตศาสตร์ สถิติ และFunctions ทางเทคนิคที่มากับโปรแกรมมากกว่า 200 Functions และยังสามารถใช้ตัวแปร หรือสั่งให้ plot หลาย ๆ เส้น หรือขึ้นมาถาม ให้ผู้ใช้ใส่ค่า Parameters เองก็ได้

Expert Advisor เป็นทั้งเครื่องมือในการสอน และการแปลความหมายของ Indicators อัตโนมัติ รวมทั้งสร้างระบบผู้เชี่ยวชาญ ที่สร้างสัญญาณซื้อ สัญญาณขาย ระบบเตือน และคำแนะนำ สร้างแถบสีด้านล่าง ในส่วนนี้เราก็สามารถสร้างตามแนวคิดของเรา เพื่อให้วิเคราะห์หุ้นอัตโนมัติ เช่น สร้างสัญญาณซื้อ สัญญาณขาย ระบบการเตือน เป็นต้น

MetaStock Performance Systems

MetaStock Performance Systems ในชุดนี้มีอยู่ด้วยกัน 80 แบบ ให้มาพร้อมโปรแกรม MetaStock 26 แบบ ที่เหลืออีก 54 แบบ เป็น Plug-in ซึ่งต้องสั่งซื้อต่างหาก แต่ละ System จะสัมพันธ์กับ System test, Exploration และ Expert advisor ซึ่งจะกล่าวถึงอย่างละเอียดในบทที่ 4

How the MetaStock Performance Systems เลือกหุ้นให้เราได้อย่างไร

MetaStock Performance Systems ได้รับการพัฒนาจากกลุ่มวิเคราะห์ระบบการซื้อขาย โดยการทดสอบระบบการซื้อขายเป็นร้อย ๆ แบบ จนอาจถึง 10,000 แบบที่แตกต่างกัน การทดสอบนี้จะกระทำกับข้อมูลหุ้นทุกวัน โดยไม่มีการ delay สัญญาณซื้อ หรือขาย และไม่นำค่า Commision มาคิด ไม่ใช้การ Stops loss เพราะสัญญาณขายของระบบมีความไวพอ หุ้นที่ราคาต่ำๆ และมีปริมาณซื้อขายน้อยจะไม่นำมาคิด ถ้าผลออกมาเป็นบวก หรือมีประสิทธิภาพมากกว่า 50% ก็ยอมรับได้

Which System Should I Use?

การใช้ MetaStock Performance Systems ใช้ได้เป็น 2 แนวทาง

    1. โดยเลือกหุ้นก่อนแล้วหา Systems ที่เหมาะกับมัน
    2. เลือก System ที่คุณชอบใช้ แล้วหาว่าหุ้นไหนเหมาะกับระบบนั้น

จะได้อธิบายทั้ง 2 แนวทางต่อไป ซึ่งคุณควรจะตัดสินใจว่าแนวใดเหมาะกับคุณ

Comparing System Tests

ลองเลือกหุ้นที่คุณชอบซื้อขาย เช่น คุณเลือกหุ้น BT ซึ่งมีสภาพคล่องสูง ซื้อง่ายขายคล่อง การเลือก ควรเลือกหุ้นที่คุณรู้จักมันมากพอ ถ้าคุณต้องการซื้อ คุณก็ควรเลือกหุ้นที่มีอนาคตบ้าง อย่างน้อยก็เป็นหุ้นที่ผลประกอบการมีกำไร หรือราคาต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี หรือถ้าสูงกว่า ก็ไม่สูงกว่ามูลค่าตามบัญชีมากนัก

ต่อไปเราก็จะเปรียบเทียบระบบต่างๆ กับหุ้นที่เราได้เลือกไว้ โดยใช้การเปรียบเทียบใน System Tester และเลือกระบบที่เหมาะกับหุ้นที่เลือกมากที่สุด ซึ่งจะกล่าวละเอียดต่อไป

Running the Comparison System Test

ขั้นแรกก็เข้าโปรแกรม MetaStock เปิดหุ้นที่เราต้องการทดสอบขึ้นมา เช่น TA โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ก่อนทดสอบต้องตั้ง option ในระบบทดสอบก่อน โดยตั้งเงื่อนไขการเข้าซื้อ การออก(การขาย) ตั้ง delay = 0 ทั้งการซื้อและการขาย อาจตั้งให้มีทั้ง Long และ Short ถ้าจะให้ใกล้เคียงกับเมืองไทยให้ตั้ง Long อย่างเดียว แล้วตั้ง Points only ซึ่งจะบอกเราว่า แต่ละระบบกำไรกี่จุด ซึ่งจะกล่าวต่อไป เราต้องลองทั้ง 26 ระบบของ MetaStock Performance System ว่าระบบไหนดีที่สุด การเลือกทำได้โดย click ที่ PS system แรกในรายการทั้งหมดแล้วกดแป้น Shift จากนั้น Click ที่ PS system ตัวสุดท้ายในรายการ แล้วเลือก “Compare” ด้านขวามือ click ที่ Compare ด้านซ้าย เพื่อทำการทดสอบ ผลการทดสอบจะเปรียบเทียบระบบทั้งหมด ว่าระบบใดให้ผลตอบแทนมากที่สุดเรียงตามลำดับ ดังรูป


รายงานผลการทดสอบ จะเรียงตามผลกำไรสุทธิ(Net Profit) จากมากไปหาน้อย ในกรณีของเรา รายงานได้แสดงให้เห็นว่าหุ้น TA ใช้ PS Exponential Moving Average ให้ผลกำไรสุทธิดีที่สุด กำไร 55.60 จุดในรอบ 3 ปี มีอัตรากำไรเฉลี่ยเป็น 3.15 เท่าต่อการขาดทุนเฉลี่ย ลองดูระบบอื่นบ้าง บางระบบก็สูงกว่า บางระบบก็ต่ำกว่า แต่ที่แน่ ๆ กำไรสุทธิน้อยกว่า PS Exponential Moving Average บางครั้งจะแนะนำให้ดูจำนวนครั้งที่เข้าซื้อขาย ว่ากำไรกี่ครั้ง ขาดทุนกี่ครั้ง การซื้อขายน้อยครั้ง ย่อมเสียค่า Commission น้อยกว่า ถ้าจะวิเคราะห์ลึกลงไปอีกให้ click ที่ปุ่ม Reports ขวามือ เราจะเห็นว่า Buy/Hold profit ในวงรี เท่ากับ 5.75 จุด หมายความว่า ระบบที่เราใช้ในการทดสอบนี้ ให้ผลตอบแทน 55.60 จุด หรือประมาณ 10 เท่าของ Buy/Hold profit (Buy/Hold profit หมายถึง การที่เราซื้อหุ้นนี้ตั้งแต่วันแรกแล้วถือมาตลอด)



ทีนี้ให้ click ที่ปุ่ม Plot Equity ด้านขวามือ คุณจะเห็น กราฟเส้น Equity ขึ้นมาในกราฟของ TA เส้น Equity นี้เป็นตัวแทนของระบบที่เราใช้ทดสอบ เราปิดรายงานแล้วดูกราฟให้ชัด ๆ ว่าในปี 1998 ถึงประมาณเดือน 6 เส้น Equity ยังอยู่ในแนวระดับ แล้วจึงเริ่มดูดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอตลอดปี 1999 แล้วขึ้นต่อในช่วงต้นปี 2000 จากนั้นก็ sideway มาจนถึงปัจจุบันนี้

ที่นี้สิ่งที่เราควรทำก็คือให้ attach ระบบที่เราคิดว่าดีนี้ใน expert advisor แล้วตรวจสอบสัญญาณทุกวัน expert alert จะคอยเตือนเราถ้ามีสัญญาณอะไรขึ้นมาจากครั้งสุดท้ายที่เราเปิดกราฟ และ expert comment จะให้รายละเอียดของแต่ละสัญญาณนั้น ๆ

เราอาจจะเสาะหา Indicators ต่าง ๆ มากเท่าที่เราต้องการ เพื่อหาระบบที่เหมาะกับเรา นี่เป็นการทำการทุกทางในการลดความเสี่ยง เราค้นหาระบบการที่เราทดสอบย้อนหลังอย่างเข้าใจแล้วว่าระบบนี้เหมาะกับเราอย่างไร เราเพียงแต่นำเงินเข้ามาลงทุน ด้วยเงินที่เราสามารถยอมรับการสูญเสียได้ และขจัดอารมณ์ออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราก็พร้อมจะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้

Running a Performance Exploration

ถ้าคุณได้เลือกระบบที่คิดว่าดีที่สุดแล้วนำมาใช้เลือกหุ้น เช่น ถ้าคุณอ่านบทที่ 4 แล้วคุณเลือก “Pattern Trading System 1” ซึ่งให้สัญญาณทุก 1-2 สัปดาห์ ต่อไปเราก็เลือกหุ้นนี้โดยเข้า Explorer แล้วเลือก “PS Pattern Trading System 1” Click ที่ปุ่ม Options แล้วใส่ Load 500 วัน (time period) click OK, click icon Explore แล้วเลือกว่าจะให้หาหุ้นใน Directory ใดบ้าง แล้ว click OK เมื่อเสร็จแล้วให้ click ที่ Reports เพื่อดูผล

Exploration Results

เราต้องการหุ้นที่ perform ดีที่สุด ดังนั้นจึงให้เรียงตาม column “L Perf” โดย click ที่หัว column ดังกล่าว Click ครั้งแรกจะเรียงจากน้อยไปมาก ถ้า Click อีกครั้งจะเรียงจากมากมาน้อย Column “L Perf” จะแสดงผลงานต่อ buy and hold เป็น points ระบบนี้ใช้ Long อย่างเดียว ระบบส่วนใหญ่จะใช้ short ด้วยก็ได้ ถ้าระบบใช้ short จะต้องเพิ่ม Column ใน Explorer ให้แสดงรายงานผลของการ short ด้วย


หุ้น BT อยู่บนสุดของรายการ ด้วยผลงานเหนือ buy and hold 1.3044 จุดต่อหุ้นต่อวัน ก็คือ 1.3044 บาท ต่อวัน ตัวที่ดีอันดับสองได้ 0.1419 บาท ตัวที่สามได้ 0.1159 บาท เป็นต้น

ต่อไปเราจะทำให้ภาพการหาหุ้นแคบเข้าเพื่อให้เหลือเพียงตัวเดียวโดยเปิดกราฟหุ้นผลงานดี 10 อันดับแรก โดย Click ที่หุ้นตัวแรกแล้วกด Shift ค้างไว้ในขณะที่ Click หุ้นตัวที่ 10 แล้ว Click ที่แป้น Open จากนั้น Click ปิด Explores แล้วทำ System Test กับหุ้นทั้ง 10 ตัวด้วย “PS Pattern Trading System 1” เราก็จะได้ “equity lines” ของทั้ง 10 หุ้น หาว่าหุ้นไหนที่เส้นดังกล่าวมีแนวโน้มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ กำจัดหุ้นที่มีเส้นดังกล่าวที่มีแนวโน้มลง หรือที่ไม่สม่ำเสมอ ตามตัวอย่าง ทำให้เราได้หุ้น เหลือ 4 ตัว คือ BBL ADVANC BEC และ TA

ทีนี้เรามาดูรายงานจาก System Test ของหุ้นทั้ง 4 ตัว โดยการสั่งให้ทำการทดสอบหุ้นทั้ง 4 ตัวใหม่และดูผลหลายๆ อย่าง รวมทั้งจำนวนครั้งที่ซื้อแล้วได้เงินกับที่ซื้อแล้วเสียเงิน ค่าเฉลี่ยของการได้เงินกับค่าเฉลี่ยของการเสียเงิน ซึ่งใกล้เคียงกัน ทำให้ไม่เห็นความแตกต่างเพื่อให้เราเลือกว่าจะเอาหุ้นไหนดี ซึ่งเราอาจเลือกทั้ง 4 ตัวก็ได้ หรือเราดูว่าหุ้นทั้ง 4 ตัว ตัวใดมีอนาคตทางธุรกิจมากกว่ากัน ก็เลือกหุ้นนั้น ในการตามสัญญาณซื้อขาย เราก็ attach “PS Pattern Trading System 1” ใน Expert เข้าไปในกราฟ แล้วตามดูทุกวัน ดูลูกศรซื้อขายในกราฟ ดูการเตือนที่ปรากฏ


เป็นอันจบบทสรุปการเลือกระบบ และการเลือกหุ้น

ข้อควรจำ

    • Load ข้อมูลให้เพียงพอกับการทดสอบ
    • ดูระบบที่ดีใน buy and hold
    • ดู equity lines ที่มีแนวโน้มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
    • ดูระบบที่เหมาะการ Style การซื้อขายหุ้นของคุณ
    • จำกัดความเสี่ยง
    MetaStock 7.0 gives you fifteen useful new indicators to interpret the market your own way:

    1. Chaikin Money Flow—Developed by Marc Chaikin, this indicator is based on the Accumulation/Distribution line. It is created by summing the values of the A/D line for 21 periods and then dividing by a 21 period sum of the volume.
    2. DEMA—This is a unique smoothing indicator developed by Patrick Mulloy, and originally introduced in the January 1994 issue of Stocks & Commodities magazine. DEMA (Double Exponential Moving Average). It is a unique composite of a single exponential moving average and a double exponential moving average that provides less lag than either of the two components individually.
    3. Market Facilitation Index—In his book Trading Chaos, Dr. Bill Williams introduces a unique method of combining price action with volume. The main component of this method is an indicator called the Market Facilitation Index (MFI). The MFI divides the day’s range (high to low) by the total volume. The result shows the efficiency of price movement by quantifying the price movement per unit of volume.
    4. MESA Sinewave—Developed by cycle specialist John Ehlers, the MESA Sinewave indicator anticipates cycle mode turning points rather than waiting for confirmation as is done with most oscillators. This indicator also minimizes trend mode whipsaw signals.
    5. Option Expiration—This indicator shows the month to month expiration cycle of stock and index options. The plot simply shows the number of days until the next monthly option expiration date. Option Expiration is designed primarily to help in the development of more robust trading systems using the indicator’s formula function.
    6. Polarized Fractal Efficiency—Developed by Hans Hannula, author of Cash In On Chaos, this indicator was introduced in the January 1994 issue of Stocks & Commodities magazine. Mr. Hannula’s background as an engineer, programmer, and trader gives him a unique approach to applying the laws of fractal geometry and chaos to the markets.
    7. Price Channel—Price Channels are similar in concept to other types of bands and channels. This particular type of channel is plotted by finding the highest high over the specified number of periods and plotting the result above the current price to form the top channel. The bottom channel is formed by plotting the lowest low over the specified number of periods. The resulting plot consists of two lines representing the recent highest and lowest prices. In essence, Price Channels are dynamic support and resistance levels since they’re always adjusting to reflect recent new highs and lows.
    8. Random Walk Index—In an effort to find an indicator that overcomes the effects of a fixed look-back period and the drawbacks of traditional smoothing methods, Michael Poulos developed the Random Walk Index. This indicator is based on the basic geometric concept that the shortest distance between two points is a straight line. The further prices stray from a straight line during a move between two points in time, the less efficient the movement.
    9. Range Indicator—Jack Weinberg developed the Range Indicator based on his observation that changes in the average day’s intraday range (high to low) as compared to the average day’s interday range (close to close) precede the start of a new trend or the end of the current trend. The Range Indicator first appeared in the June 1995 issue of Stocks & Commodities.
    10. Relative Momentum Index—Roger Altman introduced his Relative Momentum Index (RMI) in the February 1993 issue of Stocks & Commodities magazine. He used the Relative Strength Index as a starting point, but included a momentum element to avoid the inconsistent oscillation between defined overbought and oversold levels that are typical with the RSI.
    11. Relative Strength Comparative—This indicator compares two securities to show how the securities areperforming relative to each other. (Don’t confuse Relative Strength Comparative with the Relative Strength Index.) It is calculated by dividing one security’s price by a second security’s price. The result is the ratio, or relationship, between the two securities.
    12. Spread—Spreads compare two securities to show how they are performing relative to each other. Spreads are normally calculated using futures. When plotting this indicator, simply drag and drop it from the Indicator QuickList into any chart. You’ll then be prompted for the second security to use in calculating the spread.
    13. Stochastic Momentum Index—Developed by William Blau, and first introduced in the January 1993 issue of Stocks & Commodities magazine, this indicator incorporates an interesting twist on the popular Stochastic Oscillator. While the Stochastic Oscillator provides a value showing the distance the current close is relative to the recent x-period high/low range, the SMI shows you where the close is relative to the midpoint of the recent x-period high/low range. The result is an oscillator that ranges between +/-100 and is a bit less erratic than an equal period Stochastic Oscillator.
    14. TEMA—This unique smoothing indicator was introduced in the January 1994 issue of Stocks & Commodities magazine by Patrick Mulloy. TEMA (Triple Exponential Moving Average) is a composite of a single exponential moving average, a double exponential moving average, and a triple exponential moving average that provides less lag than either of the three components individually.
    15. Wilder’s Smoothing—Developed by Welles Wilder, best known for his Directional Movement system and the Relative Strength Index, this indicator was used as a smoothing component in many of his other studies. It’s basically a type of moving average, similar to the exponential method in that it retains a decreasingly smaller percentage of all historical data in the series.


    เอาเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน ใครสนใจก็สั่งจองได้ ถ้ามีคนสนใจมากพอ จะทำเป็นคู่มือที่สมบูรณ์ ให้ครอบคลุม Version 6.52, 7.0,7.01 และ 7.2
    ใครที่สั่งจองก่อน จะได้รับส่วนลดเป็นพิเศษ

    สำหรับ MetaStock Training CD มีบางท่านสนใจ ถ้าจะ Copy ขายก็จะมีบางท่านหาว่าละเมิดลิขสิทธิ บางท่านก็บอกว่าอย่าไปสนใจ ปัจเจกชนทั่วไปไม่มีใครที่จ่ายค่าลิขสิทธิทุกโปรแกรมแน่นอน เพราะถ้าจ่ายจริง เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งรวมโปรแกรมคงจะต้องจ่ายกันเป็นแสน
    ดังนั้นเอาเป็นอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าใครรักษากฏเกณฑ์ที่มหาอำนาจตั้งขึ้น ก็อย่าสั่งมา ใครที่สนใจก็สั่งได้ในราคารวมค่าส่ง 200 บาท สมาชิก Premium 150 บาท