SET50.com Logo by Data Research
Fundamentals of Option
Charles Henry Dow picture
จาก Dow to Sage เจ้าพ่อ Options ปี 1903
วัตถุประสงค์

เพื่อเตรียมความพร้อม และความเข้าใจพื้นฐานการลงทุน ในตราสาร ที่เรียกว่า Option ซึ่งเป็นตราสารอนุพันธ์ชนิดหนึ่ง ผู้ศึกษา จะได้เรียนรู้ ในการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง และทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเริ่มเปิดให้ทำการ Trade ในเดือนพฤศจิกายน 2543 โดยจะทำการ Trade INDEX OPTION "SET50" เพียงตัวเดียวก่อน บังเอิญ ชื่อตรงกับ web ของเรา วัตถุประสงค์ที่ตรงที่สุดก็คือ ศึกษาถึงการซื้อขายที่ทำให้ลดความเสี่ยงและทำกำไรนั่นเอง กล่าวกันว่ามีเงินดีกว่าไม่มี แต่ที่สำคัญคือมีความสุขดีกว่า มีเงินแต่ไม่มีความสุข เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของมนุษย์คือหาความสุข ไม่ใช่หาเงิน แต่บางท่าน หาแต่เงิน จนลืมหาความสุข และลืมเป้าหมายที่แท้จริง เป้าหมายกลายเป็นเงินไปได้ คุณล่ะเป้าหมายเปลี่ยนไปหรือไม่

ตราสารอนุพันธ์(Derivatives) แบ่งเป็น

  1. Option Contracts
  2. Forward and Futures Contracts
  3. Swaps Transactions
ในที่นี้จะกล่าวถึง Option อย่างเดียว เพราะเป็นการ Trade ที่อยู่ในความควบคุมของตลาดหลักทรัพย์ ตามหัวข้อดังนี้ 
  1. Introduction
  2. การกำหนดราคา(Pricing an Option)
  3. กลยุทธ์ที่ใช้ในการซื้อขาย Option (Trading Strategies for Options)
  4. ความเสี่ยงในการซื้อขาย Option (Risks and Sensitivities)
  5. สรุปในการซื้อขาย Option (Put it all together)
Introduction กล่าวกันว่า
ถ้าเราเพียงแต่ฟัง เราอาจจะลืมได้ 
แต่ถ้าเราได้เห็น เราจะจำได้ง่ายขึ้น 
และถ้าเราได้ลงมือปฏิบัติเอง เราจะเข้าใจได้ลึกซึ้งขึ้น
ผมก็เชื่ออย่างนั้น การ Trade Option ให้ได้ดีนั้น มีความซับซ้อนพอสมควรทีเดียว แต่ไม่ใช่ว่าจะมีไว้เป็นเครื่องมือสำหรับผู้เชี่ยวชาญ เท่านั้น ถ้าเราพยายามทำความเข้าใจกับมัน ๆ ก็จะเป็นเครื่องมือในการลดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าหากเราไม่ศึกษาให้ดี ก็ไม่ผิดอะไรกับการเล่นการพนัน ซึ่งมักจะทำให้เสียหายได้มากในระยะเวลาอันสั้น จึงขอเตือนผู้ที่คิดจะทำการซื้อขาย Option ให้ทำการศึกษาให้ดี ก่อนที่จะเข้าซื้อขายจริง เพราะว่า "อันตรายมาก"
Option เป็นตราสารอนุพันธ์ที่ให้สิทธิแก่ผู้ซื้อ (Buy หรือ Long) เมื่อซื้อแล้วก็เรียกว่าผู้ถือหรือผู้ทรง (Holder)
 ผู้ขายสมัยก่อนจะต้องเขียนตั๋วเพื่อเป็นหลักฐานให้แก่ผู้ซื้อ จึงเรียกผู้ขายว่า Writer สิทธิที่ผู้ซื้อได้รับมี 2 อย่างคือ
  1. สิทธิที่จะซื้อสินทรัพย์ (Asset) ในราคาที่กำหนด (Exercise price หรือ strike price)ไว้ล่วงหน้า          ภายในเวลาที่กำหนด (Expire date) ไว้แน่นอน เรียกว่า Call option
  2. สิทธิที่จะขายสินทรัพย์ (Asset) ในราคาที่กำหนด (Exercise price หรือ strike price) ไว้ล่วงหน้า ภายในเวลาที่กำหนด (Expire date) ไว้แน่นอน เรียกว่า Put option
ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อสิทธิ (Premium) ให้กับผู้ขาย แต่ผู้ซื้อจะใช้สิทธินั้นหรือไม่ก็ได้
ส่วนผู้ขายสิทธิ (Sell หรือ Short) หรือผู้ออกตั๋ว (Writer) จะได้รับค่าขายสิทธิ (Premium) และมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามเมื่อผู้ซื้อใช้สิทธิ
Option มี 2 อย่าง คือ Call Option และ Put Option ลองดูคำจำกัดความของ Call Option และ Put Option
และถ้าอ่านคำอธิบายข้างล่างนี้ ไม่ค่อยเข้าใจ ก็ให้อ่านผ่าน ๆ ไปก่อน แล้วอ่านตัวอย่างต่อไป ก็จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
Call Option คือสัญญา (Contract) ที่ให้สิทธิกับผู้ซื้อ หรือผู้ถือ (Call holder) ในการซื้อสินทรัพย์ (Asset) ใด ๆ ในราคาที่กำหนดไว้แน่นอน (Exercise price or Strike price) ภายในระยะเวลาช่วงหนึ่ง (Expire date) ผู้ที่ขายสิทธินี้ ถือว่าเป็นผู้ทำ Short Call และเป็นผู้ที่ได้รับค่าสิทธิ ซึ่งอาจเรียกว่าค่า Premium หรือก็คือค่า สิทธิของ Call Option นั่นเอง ใครเป็นคนซื้อก็ต้องจ่ายให้กับผู้ขายโดยผ่าน Broker ๆ ก็เก็บค่าธรรมเนียม (fee) จากทั้งสองฝ่ายเช่นเดียวกับการซื้อขายหุ้น แต่ผู้ทำ Short Call จะต้องวาง Margin ไว้กับ Broker กันหนี ! ! เพราะเมื่อถึงกำหนดผู้ซื้อ หรือผู้ถือ (Call holder) มีสิทธิที่จะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ แต่ผู้ขาย จะปฏิเสธการใช้สิทธิของผู้ซื้อไม่ได้ ยกเว้นผู้ขายจะเบี้ยว Broker จึงต้องเก็บ Margin ป้องกันผู้ขาย (สิทธิ) เบี้ยว
Buy Call = Long Call
Sell Call = Short Call
อ่านดูแล้วคล้าย Warrant จะต่างกันดังนี้
ระยะเวลาหมดอายุ เมื่อมีการใช้สิทธิ
Call Option 1- 3 เดือน มักไม่เกิน 1 ปี ต้องส่งมอบหุ้นหรือเงิน
Warrant 1 ปีขึ้นไป บริษัทต้องออกหุ้นใหม่เกิด dilution effect
Put Option คือสัญญา (Contract) ที่ให้สิทธิกับผู้ซื้อ หรือผู้ถือ (Put holder) ในการขายสินทรัพย์ (Asset) ใด ๆ ในราคาที่กำหนดไว้แน่นอน (Exercise price or Strike price) ภายในระยะเวลาช่วงหนึ่ง (Expire date) ผู้ที่ขายสิทธิในการขายถือว่าเป็นผู้ทำ Short Put และเป็นผู้ที่ได้รับค่าสิทธิ ซึ่งอาจเรียกว่าค่า Premium หรือก็คือค่า สิทธิของ Put Option นั่นเอง ใครเป็นคนซื้อก็เป็นคนจ่ายให้กับผู้ขายโดยผ่าน Broker ๆ ก็เก็บค่า ธรรมเนียม (fee) จากทั้งสองฝ่ายเช่นเดียวกับการซื้อขายหุ้น แต่ผู้ทำ Short Put จะต้องวาง Margin ไว้กับ Broker กันหนี ! ! เพราะเมื่อถึงกำหนดผู้ซื้อ หรือผู้ถือ (Put holder) มีสิทธิที่จะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ แต่ผู้ขายจะปฏิเสธการใช้สิทธิของผู้ซื้อไม่ได้ ยกเว้นผู้ขายจะเบี้ยว Broker จึงต้องเก็บ Margin ป้องกันผู้ขาย (สิทธิ) เบี้ยว
Buy Put = Long Put
Sell Put = Short Put
สมมติมีรถเบนซ์รุ่นใหม่ออกมา เราสนใจก็ไปดูที่ เบนซ์ทองหล่อ เพราะเราเป็นคนเคยรวย ที่ เบนซ์ทองหล่อ ตั้งราคาไว้ 3,500,000 บาท รถจะเข้ามาจากต่างประเทศภายใน 3 เดือน จึงเสนอขายเรา โดยให้จ่ายค่าจองล่วงหน้า 50,000 บาท จะขายให้ในราคาพิเศษ 2,900,000 บาท ถ้าเรายอมรับคำเสนอขายนี้ ก็เท่ากับเราซื้อ(Long) Call Option นั่นเอง คือซื้อสิทธิ ที่จะได้ซื้อรถเบนซ์ในราคาพิเศษ ภายใน 3 เดือน เมื่อคุณได้จ่ายค่าจองรถไปแล้ว แต่สัปดาห์ต่อมาคุณไปพบว่า อีกบริษัทหนึ่ง ขายรถรุ่นเดียวกับที่คุณได้จองไว้ ในราคาเพียง 2,750,000 บาท คุณจึงทิ้งใบจอง มาซื้อกับบริษัทใหม่ จะทำให้คุณประหยัดเงินเท่ากับ 2,900,000-(2,750,000+50,000) = 100,000 บาท นั่นคือคุณเสียค่าสิทธิ 50,000 บาท โดยที่คุณไม่ใช้สิทธิ์ แต่ก็ทำให้คุณประหยัดเงินได้ 100,000 บาท
CBOE's picture

ในอดีตการซื้อขาย Call และ Put ใช้วิธีที่เรียกว่า Over the Counter(OTC) คือซื้อขายกับคนที่เราไว้ใจได้ ส่วนราคาซื้อขายก็แล้วแต่การต่อรองกัน ต่อมาในปี 1973 จึงมีการตั้ง Chicago Board Options Exchange(CBOE) เป็นที่ซื้อขาย Options และในปีเดียวกันนี้เอง บุรุษอัจฉริยนามว่า Fischer Black ได้ร่วมกับนาย Myron Scholes ได้คิดค้นวิธีการคำนวณหาค่าของ Option ออกมารู้จักกันในนาม Black-Scholes option pricing model จนได้รับรางวัล Nobel ในเวลาต่อมา ทำให้การซื้อขาย Options มีมาตรฐาน (Standardized) และได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันตลาดการเงินที่มีการซื้อขาย Options ต่างก็ใช้คอมพิวเตอร์ในการซื้อขายในระบบ Automated Matching System กันทั้งหมด สำหรับตลาดอังกฤษเริ่มซื้อขาย Options กันในตลาด LIFFE ในปี 1978 และจะต้องบันทึกไว้ ว่าในประเทศไทย มีการซื้อขาย Options กัน ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2000

Option แบ่งเป็น 3 ประเภท (Styles)

  1. American ผู้ถือ options สามารถใช้สิทธิได้ตลอดเวลาที่ถือจนถึงวันที่ options นั้นหมดอายุ
  2. European ผู้ถือ options ต้องตัดสินใจว่าจะใช้สิทธิหรือไม่ ในวันสุดท้ายที่กำหนดไว้ใน options นั้น
  3. Asian or Exotic มีความสลับซับซ้อนกว่า options ทั่วไป จะไม่ขอกล่าวในที่นี้

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ตั้งกฎเกณฑ์ไว้ดังนี้

  1. Option ถือเป็นหลักทรัพย์ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผู้ออก (Issue) โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Call option และ Put option
  2. อายุของ Option กำหนดไว้ 1 เดือน  2 เดือน    3 เดือน
  3. ลักษณะการใช้สิทธิ ให้ใช้แบบ European คือผู้ถือ (Holder) มีสิทธิ ที่จะใช้ หรือไม่ใช้สิทธิ ในวันที่ครบกำหนดอายุของ Option เท่านั้น จะใช้สิทธิก่อนเหมือนแบบ  American ไม่ได้
  4. ตัวคูณ (multiplier) หรือ 1 หน่วยของ option เท่ากับ 10,000 หุ้น คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง
  5. กำหนดให้วันอังคารสุดท้ายของเดือนที่ option สิ้นสุดอายุเป็นวันซื้อขายวันสุดท้าย (กรณีที่วันดังกล่าวเป็นวันหยุด ให้ถือวันทำการก่อนหน้าเป็นวันสุดท้ายแทน)
  6. ราคาเสนอซื้อ หรือเสนอขาย มีหน่อยเป็นจุดดัชนี และใช้ทศนิยม 2 ต่ำแหน่ง โดยช่วงของราคาเสนอซื้อ หรือเสนอขาย ขั้นต่ำ (Minimum Tick Size) เท่ากับ 0.01 จุด
  7. การเปลี่ยนแปลงของราคาเสนอซื้อเสนอขายในแต่ละวันสามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของราคาปิดของวันทำการก่อนหน้า เช่นเดียวกับการซื้อขายหุ้นที่มีซิลลิ่ง (Ceiling) และฟลอร์ (Floor)
  8. จำนวน Option ขั้นต่ำต่อการเสนอซื้อ หรือขาย 1 ครั้ง คือ 1 option และสูงสุด คือ 3,000 options
  9. ขั้นต่ำต่อการเสนอซื้อหรือขาย สูงสุดต่อการเสนอซื้อหรือขาย
    Stocks 100 หุ้น 100,000 หุ้น
    Option 1 option=10,000 หน่วย 3,000 options=10,000 X 3,000 หน่วย
  10. การชำระราคาเมื่อทำการซื้อขาย ต้องชำระค่า Premium เป็นเงินสดเท่านั้น และกำหนดให้ใช้ดัชนี SET50 เพื่อการชำระราคา (Sattlement Price) เท่ากับค่าเฉลี่ยรายนาทีของดัชนี SET50 ในช่วงเวลาการซื้อขายของวันซื้อขายวันสุดท้าย

  11. วันที่ต้องชำระเมื่อมีการซื้อขาย Option = T+1 ไม่เหมือนการซื้อขายหุ้น ที่วันที่ชำระค่าหุ้น = T+3

กรณีตัวอย่างการซื้อ Call option

สมมุติ ขณะนี้ SET50 Index อยู่ที่ 21 นายกล้าหาญซื้อ Call option ของ SET50 Index ที่กำหนดราคาใช้สิทธิ (Exercise price or Strike price) เมื่อสิ้นสุดอายุ Option (Expire date) เท่ากับ 22 จุด ซื้อในราคา(Premium) 1 บาทต่อหน่วย ซื้อ 5 Options เท่ากับ 5 X 10,000 หน่วย จึงจ่ายเงินไป เท่ากับ 50,000 บาท เมื่อ Expire มีความเป็นไปได้ 3 ทาง แล้วแต่ค่าของ SET50 Index ในวันที่หมดอายุซึ่งเราเรียกว่า Underlying instrument price หรือ Settlement price
  1. SET50 Index ในวันที่หมดอายุเท่ากับวันที่ซื้อ (Sattlement price) เท่ากับ 21 ในกรณีนี้ เราถือว่า Option อยู่ในภาวะที่เรียกว่าเสมอตัว หรือ At The Money (ATM) ไม่ว่านายกล้าหาญ จะใช้สิทธิหรือไม่ก็มีค่าไม่ต่างกัน เท่ากับนายกล้าหาญเสียค่า Premium ไป 50,000 บาท
  2. SET50 Index ขึ้นไปที่ 25 ซึ่งสูงกว่า Exercise price นายกล้าหาญอยู่ในภาวะที่มีกำไร หรือเรียกว่า In The Money (ITM) จึงใช้สิทธิซื้อ SET50 Index ในราคา 22 มีส่วนต่าง 3 จุด คิดเป็นเงิน 3 X 50,000 = 150,000 บาท หักค่า Premium 50,000 บาท จะมีกำไร 100,000 บาท นั่นคือ

  3. จุดคุ้มทุน = (Underlying price - Exercise price - Premium) X จำนวนหน่วยที่ซื้อไว้
  4. SET50 Index ลดลงมาที่ 16 ต่ำกว่า Exercise price นายกล้าหาญอยู่ในภาวะไม่ควรใช้สิทธิ เพราะซื้อในตลาดถูกกว่า ในภาวะนี้เรียกว่า Out of The Money (OTM) เท่ากับนายกล้าหาญเสียค่า Premium ไปเท่ากับ 50,000 บาท
จะเห็นว่าการซื้อหรือถือ Call option นั้น ผู้ถือจะมีโอกาสกำไรก็ต่อเมื่อ ราคาในวันหมดอายุมากกว่า Exercise price เท่านั้น

กรณีตัวอย่างการซื้อ Put option

สมมุติ ขณะนี้ SET50 Index อยู่ที่ 21 นายกล้าหาญซื้อ Put option ของ SET50 Index ที่กำหนดราคาใช้สิทธิ (Exercise price or Strike price) เมื่อสิ้นสุดอายุ Option (Expire date) เท่ากับ 22 จุด ซื้อในราคา(Premium) 1 บาทต่อหน่วย ซื้อ 5 Options เท่ากับ 5 X 10,000 หน่วย จึงจ่ายเงินไป เท่ากับ 50,000 บาท เมื่อ Expire มีความเป็นไปได้ 3 ทาง แล้วแต่ค่าของ SET50 Index ในวันที่หมดอายุซึ่งเราเรียกว่า Underlying instrument price หรือ Settlement price
  1. SET50 Index ในวันที่หมดอายุเท่ากับวันที่ซื้อ (Sattlement price) เท่ากับ 21 ในกรณีนี้ เราถือว่า Option อยู่ในภาวะที่เรียกว่าเสมอตัว หรือ At The Money (ATM) ไม่ว่านายกล้าหาญ จะใช้สิทธิหรือไม่ก็มีค่าไม่ต่างกัน เท่ากับนายกล้าหาญเสียค่า Premium ไป 50,000 บาท
  2. SET50 Index ขึ้นไปที่ 25 ซึ่งสูงกว่า Exercise price นายกล้าหาญจึงสละสิทธิในการขาย เพราะขายในตลาดได้ราคาดีกว่า ในภาวะนี้เรียกว่า Out of The Money (OTM) เท่ากับนายกล้าหาญเสียค่า Premium ไป 50,000 บาท
  3. SET50 Index ลดลงมาที่ 16 ต่ำกว่า Exercise price นายกล้าหาญจึงใช้สิทธิในการขายทำให้มีกำไรจากส่วนต่าง เท่ากับ 22-16=5 จุด ต่อหุ้น ในภาวะที่มีกำไรนี้ เรียกว่า In The Money (ITM) เท่ากับนายกล้าหาญได้ส่วนต่างทั้งหมดคิดเป็นเงิน 5  X 50,000 = 250,000 บาท เสียค่า Premium ไปเท่ากับ 50,000 บาท จะมีกำไร 200,000 บาท นั่นคือจุดคุ้มทุน = (Exercise price - Underlying price - Premium) X จำนวนหน่วยที่ซื้อไว้
จะเห็นว่าการซื้อหรือถือ Put option นั้น ผู้ถือจะมีโอกาสกำไรก็ต่อเมื่อ ราคาในวันหมดอายุต่ำกว่า Exercise price เท่านั้น
ปัญหามีอีกว่าแล้วใครเป็นคนขาย Call option และ Put option คนขายทำเพื่ออะไร (กำลังหาคำอธิบายสั้น ๆ คอยติดตามตอนต่อไป)

การกำหนดราคา(Pricing an Option)

Premiun = Intrinsic Value + Time Value
Intrinsic Value = Underlying price - Exercise price
(รอการเพิ่มเติมเนื้อความ)
กลยุทธ์ที่ใช้ในการซื้อขาย Option (Trading Strategies for Options)

การซื้อขาย Option มีผู้คิดค้นกลยุทธ์ ออกมามากมาย แต่สามารถรวบรวมได้เป็นกลยุทธ์ใหญ่ ๆ ได้ 4 วิธี

  1. Protective put
  2. Covered call
  3. Straddle
  4. Spread
1. Protective put เป็นการกระทำเพื่อป้องกันความเสี่ยง เหมือนการประกันภัย เช่น ในกรณีที่เราถือหุ้นอยู่ในมือจำนวนหนึ่ง แล้วเรากลัวหุ้นตก โดยทำการซื้อ put (Long put)
Protective put
= Buy Stock + Buy Put
= Long Stock + Long Put
ก่อนอื่นให้รู้จักคำนิยามที่จำเป็นบางตัวก่อน
Payoff = จำนวนเงินที่ได้รับจากการขายสินทรัพย์ (Asset) โดยไม่ต้องคิดถึงต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย
Premium = ต้นทุนที่จ่ายไปในการซื้อสินทรัพย์ (Asset) เช่น จากการซื้อหุ้น หรือจากการซื้อ call หรือ put
ตัวอย่างการทำและคิด Protective put
เมื่อ set50 current index = 21  Exercise = 22  Expired 3 months
ถ้า set50 มีค่าลดลงเมื่อ Expire เช่น set50 ลดลงมาที่ 10, 15, 21 ผลของการซื้อ put และไม่ซื้อจะเป็นดังนี้
  case 1 case 1 case 2 case 2 case 3 case 3
Expire no put long put no put long put no put long put
set50  10 10 15 15 21 21
Payoff            
Long stock 10 10 15 15 21 21
Long put   12    7    1
Total payoff 10 22 15 22 21 22
Premium            
Long stock 21 21 21 21 21 21
Long put   1.50   1.50   1.50
Total cost 21 22.50 21 22.50 21 22.50
Profit(Lose) -11 -0.50 -6 -0.50 0 -0.50

ถ้า set50 มีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อ Expire เช่น set50 ขึ้นมาที่ 22, 25, 31 ผลของการซื้อ put และไม่ซื้อจะเป็นดังนี้

  case 4 case 4 case 5 case 5 case 6 case 6
Expire no put long put no put long put no put long put
set50  22 22 25 25 31 31
Payoff            
Long stock 22 22 25 25 31 31
Long put            
Total payoff 22 22 25 25 31 31
Premium            
Long stock 21 21 21 21 21 21
Long put   1.50   1.50   1.50
Total cost 21 22.50 21 22.50 21 22.50
Profit(Lose) 1 -0.50 4 2.50 10 8.50

จะเห็นว่ากลยุทธ์นี้จะป้องกันความเสี่ยงได้ดีในกรณีที่กลัวว่าหุ้นจะลง เราจะขาดทุนไม่เกิน 0.50 บาท ไม่ว่าหุ้นจะลงไปเท่าใดก็ตาม แต่ถ้าหุ้นขึ้นเราจะได้กำไรน้อยกว่าการไม่ซื้อ put เท่ากับค่า premium ของ put

โปรดติดตามตอนต่อไป

ด่วนมาก !!! กรุณาให้ความเห็นด้วยว่า ที่เขียนมานี่ ดี หรือไม่อย่างไร วิจารณ์ได้ตามสบาย ไม่ว่ากัน จะได้แก้ไขให้ดีขึ้น กรุณาให้ความเห็นใน Web board ถ้าไม่มีความเห็นเลย อาจคิดว่าไม่มีคนสนใจ หรือมีคนสนใจน้อย ก็อาจไม่เขียนต่อ ถ้าต้องการให้เขียนต่อกรุณาบอกด้วย

Black-Scholes option pricing model
1. Markets are frictionless. In other words, there are no transaction costs or taxes; all market participants may borrow and lend at the riskless rate of interest; there are no penalties for short selling; and all securities are infinitely divisible (i.e., fractional shares can be purchased).
2. Stock prices are lognormally distributed (i.e., they follow a bell curve). This means that a stock can double in price as easily as it can drop to half its price.
3. Stocks do not pay dividends or make any distributions. (The model used in OptionScope, however, does allow for dividend adjustments --see Workbook Parameters).
4. The option can only be exercised on the expiration date (see page Entering Data in a Workbook). The components of the option model are security price, volatility, option life, market interest rate and dividend (if any).

visitor No :  since 7 Sep 2000